วันนี้หิวก็เลยเดินมาที่เซเว่น. ที่ถนนชีกุนข้างโรงเรียนอยว.  ก็ที่จะซื้อก็ไม่ต้องอธิบายมาก สาหร่ายที่นำตลาดต้องนึกถึง” เถ้าแก่น้อย” : อ๋อที่แผ่นสี่เหลี่ยมยาวๆที่วางขายกันเป็นแถวไง  –* ไม่ใช่แบบนั้น แต่ที่จะว่ากันในวันนี้เป็นสาหร่าย ที่ไม่ธรรมดา เพราะตัดกลมมาเลย แต่กินแล้วได้ความรู้สึกของรสชาติสาหร่ายสดๆกินแล้วจะติดใจในราคา20฿:price :P ก็ความหิวก็เดินออกมาสั่งข้าวไก่กับไข่ดาวอีกจานและเสียอีก25฿ อิ่มกว่าในตอนท้าย สาหร่ายเถ้าแก่น้อยก็อิ่มไม่เท่าข้าวไก่กับไข่ดาว แค่เพิ่มเงินอีก5฿เพื่อซื้อข้าวก็อิ่มอร่อยและได้คุณค่าทางโภชณาการมากกว่า ผมไม่ได้ติอะไรนะ แต่ก็ซื้ออะไรมากินก็ได้ไม่ว่าอยู่แล้ว และหวังว่าจะเป็นของขบเคี้ยวได้ดีในยามว่าง


เรื่องนี้อยากจะขอหยิบยกเรื่องราวของเพื่อนผมนะครับว่าด้วยเรื่อง ความรักมักอยู่คู่กับความไว้วางใจกันและกัน
      เมื่อแรกจีบกันหนุ่มสาวมักยังเป็นเมื่อความรักความชอบกัน  ยังมีกลิ่นหอมหวานจะคล้ายกับดอกไม้ที่มาจากช่อดอกไม้ที่ได้ประดิษฐ์ประดอยอย่างสวยสดงดงาม ถ้าหากจะไม่เจอหน้ากัน จะเกิดความถวิลหาไม่ว่าจะหนึ่งฝ่ายหรือสองฝ่าย จะต้องคิดถึงจนต้องหาวิธีที่ให้ได้เจอกัน หรือคุยกัน โดยก็ใช่ที่จะคุยกันทุกๆวัน และจะโหยหาแต่กัน ทุกเวลาก็ใช่เรื่อง
แต่…เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการไว้วางใจ ที่เป็นเรื่องที่ผิดนิดเดียวก็หมดรักกันได้ง่าย เพราะหากคุยหรือหาแต่กันมากเกินไป เพราะถ้าเขาไม่มีเหตุจำเป็นเขาก็จะมองว่าเป็นการเข้าไปยุ่งกับชีวิตของเขามากเกินไป จนต้องเดินจากกันไปข้างหนึ่ง และแน่นอนจะยิ่งกับเหมือนดอกไม้ที่เหี่ยวแห้ง เน่าตายอยู่และไม่มีใครเหลียวแล

ก็เป็นประสบการชีวิตรักที่ต้องเก็บและจดจำไว้ “เพราคำว่ารัก รักจะยาวนานได้ ถ้าให้ผลดีและน่าปิติยินดี”

*เหมือนพืชผลที่ให้ผลิตที่ได้จากการคัดที่ดีคนก็ไม่ต่างกัน*


เอ้ยย~_~หลังจากสอบเสร็จก็จะมีเวลาตักตวงความสุข เป็นช่วงที่ใครหลายๆคนจะสนุกกับการไปเที่ยว พักผ่อนอยู่บ้าน ไปดูหนังกับแฟน แต่ระยะเวลาปิดเทอมหนี้ละน้ำท่วมปิดการเดินทางพอดีเลย แหมอะไรจะโหดร้ายได้ขนาดนั้น ผมก็เลยไม่ได้เห็นหน้าแฟนเลย เป็นเวลาสองเดือนกับอีกสิบห้าวัน ผมใช้เวลาส่วนใหญ่คิดแต่เรื่องของเรา จะมีเรื่องอะไรต้องทำมากละกับช่วงน้ำท่วม~_~ ก็ติดนิสัยตอนอยู่บ้านคือจะเล่น นอน และพักผ่อนสะส่วนใหญ่ หรือไม่ก็จะนอนซึมคิดถึงแฟนขึ้นมาทำให้ความเหงาแทรกซึมจิตใจ ก็มีบ้างที่เราทนกับมันไม่ได้จนน้ำตามันไหลออกมาเองT T และตนก็ได้ละบายออกไปโดยส่งข้อความบอกรักเสมอ แค่คลายความหว้าเหว่เหงาใจให้มันน้อยลง>: “และถ้าเธอได้อ่านบันทึกนี้ขอให้รู้ว่าเธอคือหัวใจของฉัน ฉัน _ รัก _ เธอ _ ที่ _ สุด”


        การได้ตอบแทนสังคมโดยถึงจะไม่มีใครเห็นแต่ก็ทำให้ใจเราสุขได้ สุขที่ไม่ต้องใช้การออกหน้าทำนู้นให้เขาเห็นเขาชื่นชม ทำนี้ให้เขาเคารพที ทำโน้นให้เขา น้อมรับที่ เพราะสิ่งเหล่านี้เหมื่อนนักเล่นการเมืองของประเทศไทย ผมพูดตรงๆ ว่า เป็นการสร้างกระแส ความช่วยเหลือที่ได้รับมักมาจากความจอมปลอม   
ขออภัยอาจผิดผลาดในเรื่องของการพิพม์ เพราะพิมพ์บน  TABLET
   *ขอขอบคุณ SAMSUNG GALAXY TAB เป็นอุปกรณ์ที่ทันสมัย


การทำงานให้ประสบผลสำเร็จต้องยึด…..7หลัก

1. มุมมองที่แตกต่าง

2. ความตั่งใจ

3. ความอุตสาหะ

4. ความขยัน

5. ความเอื่อเฝื้อเผื่อแผ่

6. ความจริงจังในหน้าที่การงาน

7. ทักษะในการทำงาน

           เมื่อเราจะทำอะไรสักอย่างเคยไหมที่จะสำเร็จสักกี่อย่างสักกี่หน จงพยายามทำต่อไปให้ถึงที่สุด แม้จะไม่สำเร็จในครั้งแรกก็ตามที  ยังมีครั้งต่อไปและจะต้องพยายามให้มากขึ้นกว่าเดิม เมื่อผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไรจงภูมิใจเถิดว่าเราได้พยายามแล้ว มีสุภาษิตที่ว่า “เมื่อใครสักคนหนึ่ง ทำผิด ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขา เพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขา ท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้”


            เรื่องนี้ผมขอเอาข้อมูลของตัวผมเอง คือเป็นเรื่องที่อยากยกเป็นตัวอย่างครับ ติชมได้นะครับ
             ผมอยู่มหาลัยปีสอง ชอบกับน้องคนหนึ่ง ที่เป็นคนน่ารักมักจะมีแฟนแล้ว ก็เจอกันยังนั่งคุยกันเอาใจกัน มีความสุขที่มอบให้กันเป็นที่รู้กันทั้งห้องว่าผมคบกับน้องเขา ก่อนเลยมีเพื่อนมากลากไป พอได้มาคบกับน้องเขาก็จะคบกันกับกลุ่มของน้องเขาด้วย มีทั้งหมดสี่คน มีแฟนแล้วสองคู่ ผมบอกตามตรงผมไม่ชอบที่จะอยู่รั่งรอใคร แต่ตอนที่คบกับน้องผมเปลี่ยนตัวเอง ปรับเปลี่ยนตัวเองเสียใหม่ เปลี่ยนจากคนที่ไม่ดีเลย กลับมาเป็นคนดี เพราะว่ารักหรือเปล่าจึงยอมทุ่มเท่ทุกอย่างลงไป ไม่ว่าจะเหนื่อย จะต้องทนเพื่อน้องเขาผมยอมได้โดยไม่ลังเลใจ ทุกๆวันที่ผมเองรู้สึกว่าเมื่อใดขาดน้องเขาไปหัวใจมันทรมานหนักหนา


                บทความแรกที่ผมจะเขียนขึ้นที่มันเกี่ยวกับชีวิตของผมและก็จะบรรยายความรู้สึกลงไป แม้ว่าแต่ละเรื่องจะถูกใจหรือยังไง ผมอยากให้ช่วยแนะนำกันนะครับ
วันนี้ในมหาลัย
               ตื่นเช้ามาคงจะไม่มีธุระอะไรมากเสียจนตัวเป็นเกลียวแต่น่าที่คือเรียนต้องเรียนถึงจะเบื่ออะไรอยู่ก็เถอะ วันนี้ผมมีเรียนแต่เรียนแต่เช้าของอาจารย์นริสานันทร์ของคณะครุศาสตร์ เป็นช่วงที่เพื่อนและผมเตรียมตัวที่จะแสดงละครเรื่องโมโมทาโรให้เด็กอนุบาลดู ต้องเตรียมอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่บทพูด ที่ยังพูดไม่ค่อยได้ สาระพัดที่เตรียมมา ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์ประกอบฉาก แผ่นซีดี ที่เป็นเสียงประกอบ พอเสร็จแล้วก็เดินไปห้อง 713 ตอนนั้นเวลาประมาณ8.40น. ก็จะมีอีกเอกที่เรียนด้วยกัน นั้นคือเอกปฐมวัย มีคิวแสดงให้เด็กอนุบาลดูเป็นคิวแรก ดูแล้วใช้การแสดงตามเสียงที่มีอยู่แล้ว(ไม่ได้ทำเสียงเองเอง ก็อาจจะเอามาจากนิทานเสียงมา)จนการแสดงจบลง มีครูนริสานันทร์ดูตลอดการแสดงและให้คะแนน และมาถึงคิวของพวกผม ของเอกการศึกษาพิเศษและปฐมวัย ก็อย่างเดิมคือยังไม่พร้อมกันเท่าไร่แต่เมื่อให้ต้องไปแสดงก็แสดงไป โดยบทมีอยู่ว่า
               มีตายายคู่หนึ่งอยู่ด้วยกันฯวันหนึ่งยายเจอลูกกระท้อจึงเก็บมาให้ตาดู และทันใดนั้นก็มีเจ้าโมโมทาโรออกมาจากกระท้อ ตากับยายก็ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่จนกระทั่งโมโมทาโรเนี้ยโต ก็ได้มีพวกปีศาสมาอาลวาทในหมู่บ้าน โมโมทาโรจึงลาตายายและเดินทางไปปราบปีศาส ได้เจอกับเพื่อนๆมากมายที่ค่อยนำทางไป เดินทางไปแสนไกล ไปยังดินแดนปีศาส ก็ได้ประจันหน้ากันและฝ่ายโมโมทาโรเป็นฝ่ายเพรี่ยงพร่ำก่อน และดูเมื่อเจ้าโมโมทาโรจะแย่เพื่อนๆจึงกินขนมดังโงะเพิ่มพลัง (เจ้าแย่งของข้าทำไม)เป็นโมโมทาโรเอ่ย และในที่สุดพวกเขาก็มีชัยเหนือปีศาส และพวกปีศาสก็ไม่กล้าไปสร้างความเดือดร้อนให้กับหมู่บ้าจนนั้นอีกเลย
แต่พอครูให้คะแนนกับบอกว่าของเอกการศึกษาพิเศษฯมีฉากรบกัน แต่เด็กๆเขาก็ขำและดึสนใจดี แต่ทำไมครูตำหนิว่าด้อยกว่าของเอกปฐมวัย :-|

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.